จะเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างไร  ???

 

*** สวัสดิ์  โพธิวัฒน์

 

 

                ความปรารถนาสูงสุดของการเป็นนักศึกษาบัณฑิตประการหนึ่ง  คือ  การทำวิทยานิพนธ์

ให้สำเร็จ  เป็นที่ยอมรับของอาจารย์และวงวิชาการที่ศึกษา  เป็นผลงานที่ควรแก่ความภาคภูมิใจ  และวันที่นักศึกษาสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ผ่านไปได้จึงเป็นวันแห่งความสำเร็จในชีวิตการศึกษาที่สำคัญยิ่งอีกวันหนึ่ง

                ระยะการทำวิทยานิพนธ์อาจแบ่งออกเป็น  3  ระยะ  คือ

                ระยะที่  1      การเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์

                ระยะที่  2      การดำเนินการวิจัย

                ระยะที่  3      การสอบป้องกัน  (Defend)  วิทยานิพนธ์

 

                ปกติแล้ว  การทำวิทยานิพนธ์ให้ประสบผลสำเร็จนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความสามารถทางวิชาการทั้งสองด้าน  คือ  ความรู้ในเนื้อหา  (Content)  ที่จะวิจัย  และวิธีวิทยาการวิจัย(Methodology) 

          ในที่นี้จะเป็นข้อเสนอแนวทางแก่นักศึกษาในการเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นระยะเวลาของการทำวิทยานิพนธ์  ในระยะนี้มีสิ่งที่ควรจะได้กล่าวถึงคือการเตรียมตัว  การเขียนเค้าโครง  และการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

 

การเตรียมตัวทำวิทยานิพนธ์

                สิ่งที่นักศึกษาจะละเลยเสียมิได้ในขั้นต้นคือการศึกษาระเบียบ  ข้อบังคับของสถาบันว่าด้วยการทำวิทยานิพนธ์  นโยบายทางวิชาการของสถาบัน  และคณะกรรมการสาขาวิชา  เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามกรอบแห่งแนวทางนั้น  อีกทั้งนักศึกษาควรจะได้ศึกษาติดตามผลงาน  ความคิดทางวิชาการของอาจารย์สาขาวิชา     เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่านักศึกษาจะเลือกแนวทาง ที่จะวางแผนการศึกษาวิจัยโดยบูรณาการเอาความรู้ทางวิชาการที่มีอยู่มาดำเนินการศึกษาวิจัย  แต่ความคิดอย่างมีเสรีภาพเหล่านั้นควรอยู่บนพื้นฐานของการมีอาจารย์ที่ปรึกษาที่สนใจร่วมกัน  การมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษา  และมีความอดทนต่อปัญหาที่เผชิญ  ทั้งที่เป็นปัญหาทางวิชาการและปัญหาส่วนตัว

 


** ผู้ช่วยศาสตราจารย์  คณะครุศาสตร์  สถาบันราชภัฏสุรินทร์

 

                การเลือกปัญหาที่สนใจ  หรือการเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นจุดเริ่มต้นทางวิชาการ  จะเป็นการพยายามตอบคำถามต่าง ๆ  คือ

®      ปัญหาเพื่อการวิจัย(Research  Problem)  หรือ  สถานการณ์ที่ทำให้เกิดคำถามคืออะไร

®      คำถามวิจัย(Research  Question)  หรือ  อะไรคือประโยคคำถามที่ต้องการตอบ

®    วัตถุประสงค์ของการวิจัย(Research  Purpose)  หรือ  ข้อความที่แสดงว่านักวิจัยต้องการวัดหรือหาข้อมูล  หลักฐาน  เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้คืออะไร

 

เมื่อเลือกได้แล้วจงพิจารณาคำถามเพื่อตรวจสอบปัญหาการวิจัยที่จะทำวิทยานิพนธ์ต่อไปนี้

        1.   เป็นปัญหาการวิจัยที่นักศึกษาติดตามอย่างใจจดใจจ่อ  หรือไม่

        2.   ความสนใจของนักศึกษาจะได้รับการสนองตอบหรือไม่

        3.   ปัญหาดังกล่าวหาคำถามได้หรือไม่

        4.  คุ้มหรือไม่ที่จะทำ

         5.  เป็นปัญหาที่โยงไปสู่ปัญหาการวิจัยอื่นได้หรือไม่

         6.  เป็นปัญหาที่สามารถใช้ในการอ้างอิงต่อไปได้หรือไม่

         7.  จะมีนักวิชาการนำข้อค้นพบจากปัญหานี้ไปเป็นวรรณกรรมของงานวิจัยต่อไปหรือไม่

         8.  นักศึกษามีศักยภาพในการศึกษาหรือไม่

         9.  ในการศึกษา  นักศึกษาจะได้ใช้ความรู้  และทักษะในสาขาที่เรียนหรือไม่ถ้านักศึกษา

               ตอบว่า  “ใช่”  ทั้ง  9  ข้อ  ก็เป็นอันว่า  นักศึกษามีความมั่นใจว่าเลือกเป็นปัญหา

               การวิจัยเพื่อทำวิทยานิพนธ์ได้

 

 

การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์

                โดยทั่วไปสถาบันการศึกษาจะเป็นผู้กำหนดแบบแผนของการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ว่าจะต้องเขียนตามแบบฟอร์มอย่างไร  (นักศึกษาควรศึกษาจากระเบียบ  /  ประกาศของสถาบัน)

                แบบฟอร์มที่พบโดยทั่วไปมักจะเป็นการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative  Methodology)  และกำหนดให้นักศึกษาเขียนเป็น  3  บท  และในแต่ละบทจะมีหัวข้อสำคัญที่จะต้องเขียน  ดังนี้

 

                บทที่  1  บทนำ

 

                                1.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

                                ในหัวข้อนี้มีความสำคัญที่จะเป็นการให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตามได้หรือไม่  นักศึกษาพึงเขียนโดยพิจารณาลำดับเรื่องราวต่อไปนี้

                             (1)  บรรยายสภาพและปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง  โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการอธิบาย  ซึ่งไม่ควรเริ่มต้นที่ปัญหาใหญ่โตระดับโลก  หรือเรื่องที่กว้างใหญ่เกินไป

                                                (2)  หลักการทฤษฎี  ผลการวิจัยต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย

                                                (3)  ความแตกต่างระหว่างสภาพปัจจุบัน  และทฤษฎี  หลักการ  ผลการวิจัยที่อธิบายข้างต้น

                                                (4)  ความแตกต่างที่เกิดขึ้นคือปัญหาในการวิจัย (Research  Problem)  ควรเสนอวิธีการแก้ปัญหา  3  - 5  วิธี

                                                (5)  ในหลายวิธีที่เสนอ  ผู้วิจัยเลือก   1  วิธี  และเหตุผลในการเลือกการวิจัยเรื่องดังกล่าว (What ,  Why , Who , When ,  Where ,  How)

 

                                2.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย   (Objectives)

                                การเขียนวัตถุประสงค์อาจเขียนเป็นข้อ  หรือเขียนบรรยายไม่เป็นข้อก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคำถามที่ต้องการคำตอบ  ในกรณีที่จะเขียนเป็นข้ออาจเขียนแยกเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เฉพาะ  หรืออาจไม่ต้องแยกกันก็ได้

 

                                3.  นิยามศัพท์เฉพาะ (Definition)

                ในหัวข้อนี้จะเป็นการอธิบายคำหรือข้อความในส่วนที่ผู้วิจัยเห็นว่าควรนำมาอธิบายความหมายให้กระจ่าง  สามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้  ในการเขียนให้ยึดหลักดังนี้

                                     (1)  คำศัพท์บางคำมีความหมายกว้าง  หรือมีหลายความหมาย  ผู้วิจัยต้องกำหนดความหมายที่จ้นจะใช้ในการวิจัย

                                     (2)  ศัพท์ใดที่กำกวม  น่าสงสัย  ผู้วิจัยควรนำมาอธิบายให้ชัดเจน

                                     (3)  ไม่บัญญัติคำศัพท์ใหม่  เมื่อมีศัพท์ที่ใช้เฉพาะอยู่แล้ว

                                     (4)   คำจำกัดความที่ดีที่สุดคือคำจำกัดความที่อธิบายว่า  ในการวิจัยครั้งนั้นหมายถึง  อะไร  วัดอย่างไร

 

                                4.  ขอบเขตของการวิจัย  (Limitation)

                                ขอบเขตของการวิจัยควรระบุสิ่งต่อไปนี้

                                      (1)   ประชากรการวิจัย  หรือกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นใคร  มากน้อยเพียงใด  มีลักษณะพิเศษอย่างไรหรือไม่

                                      (2)  ตัวแปรในการวิจัย  ให้แยกเป็นตัวแปรต้น  ตัวแปรตาม  มีอะไรบ้า

                                      (3)  การเก็บรวบรวมข้อมูล  เก็บข้อมูลโดยวิธีใด  เวลาใด มีเหตุผลประกอบอะไรบ้าง

                                      (4)  เนื้อหาสาระที่ศึกษา

 

5.       กรอบแนวคิดในการวิจัย

เป็นการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ   ในทางทฤษฎี  หลังจากที่

นักศึกษาได้มีการศึกษาเอกสารต่าง ๆ  มาแล้ว  อาจเป็นการแสดงแผนภาพความสัมพันธ์หรือเส้นทางของตัวแปรต่าง ๆ  ในการวิจัย

 

6.       สมมุติฐานการวิจัย  (Research  Hypothesis)

เป็นการพิจารณากรอบแนวคิดในการวิจัย  แล้วนำเสนอสมมุติฐานทางการวิจัยซึ่งเป็น

ประโยคที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เลือกศึกษา

 

                                7.  ประโยชน์ของการวิจัย

                                เป็นการเขียนแสดงประโยชน์ที่เกิดขึ้นซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

 

                บทที่  2  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                ในบทนี้แม้ไม่ได้มีการกำหนดหัวข้อเนื้อหาไว้ตายตัว  แต่นักศึกษาควรจัดแยกหมวดหมู่ของสิ่งที่ได้มีการศึกษาค้นคว้ามาดังนี้

                                (1)  ทฤษฎีและหลักการ  เป็นการนำเสนอทฤษฎีและหลักการที่ตรงกับประเด็นการวิจัยและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

                                (2)  เอกสารที่เกี่ยวข้อง  เป็นการนำเสนอแนวความคิดที่สำคัญที่เกี่ยวกับงานวิจัย  วิธีการวิจัยที่มีลักษณะพิเศษที่ผู้วิจัยได้นำมาใช้

                                (3)  รายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง  เป็นการนำเสนอผลงานทั้งภายใน  และภายนอก   ประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ศึกษา  รวมทั้งเทคนิควิธีวิจัย  การพัฒนาเครื่องมือวิจัยที่มีลักษณะพิเศษที่เกี่ยวข้อง

 

                บทที่  3  วิธีดำเนินการวิจัย

                ในบทนี้จะเป็นการเขียนอธิบายถึงแผนวิธีดำเนินการวิจัยที่จะปฏิบัติจริงเมื่อได้รับความเห็นชอบ  ซึ่งมักจะกล่าวถึงหัวข้อต่อไปนี้

                                (1)  ระเบียบวิธีการวิจัย  โดยทั่วไปจะเขียนเป็นย่อหน้าแรกว่าใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบใด  (สำรวจ  ทดลอง  เชิงบรรยาย  เชิงคุณภาพ)

                                (2)   ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง  ระบุว่าประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือใคร  ที่ไหน  จำนวนเท่าใด  กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยวิธีใด  จำนวนเท่าใด

                                (3)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย   เป็นการนำเสนอว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง  แต่ละชนิดได้มาหรือสร้างขึ้นมาได้อย่างไร  ตลอดจนการแสดงให้เข้าใจถึงมาตรการต่าง ๆ  ที่ใช้ในการยืนยันคุณภาพของเครื่องมือเหล่านั้น

                                (4)  การเก็บรวบรวมข้อมูล  เก็บรวบรวมข้อมูลเมื่อไหร่  ทำอย่างไร

                                (5)  การวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล  ข้อมูลแต่ละประเภทใช้วิธีการวิเคราะห์และแปลความหมายอย่างไร  มีกฎเกณฑ์ในการสรุปข้อมูลอย่างไร

                                (6)  แผนการดำเนินงานวิจัย  เป็นการแสดงให้เห็นขั้นตอน  กิจกรรม  และเวลาที่ใช้ในการดำเนินงานแต่ละกิจกรรม

                                (7)  เอกสารอ้างอิง  เขียนแยกเอกสารภาษาไทย  และภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

                                (8)  ภาคผนวก  เป็นส่วนแสดงรายละเอียดต่าง ๆ  ที่สำคัญที่ควรนำมารวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

 

 

(กรณีวิทยานิพนธ์ที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ  (Qualitative  Methodology)  หรือการใช้กระบวนทัศน์แบบผสม  (Mixed  Paradigm)  นักศึกษาควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาในส่วนนี้เป็นการเฉพาะ)

 

การสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์

                การสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์เป็นด่านสำคัญที่สุดของขั้นตอนการเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์สถาบันแต่ละแห่งจะกำหนดวิธีปฏิบัติแตกต่างกันบ้าง  แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ  เป็นการตรวจสอบศักยภาพของนักศึกษาในการทำวิจัย  และคุณภาพของเค้าโครงวิทยานิพนธ์  เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาจะสามารถดำเนินงานวิจัยจนได้ผลงานวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพพอ

                ในขั้นนี้นักศึกษาจะต้องสร้างความมั่นใจให้กับตนเองก่อนที่จะถึงวันสอบ  สิ่งสำคัญที่ควรถือปฏิบัติมีคือการทำความเข้าใจในตัวเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้กระจ่าง  สามารถตอบคำถามในประเด็นต่างๆ  ได้อย่างชัดเจน    นักศึกษาควรรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเผชิญกับคำถามประเภทใด

                การเตรียมสื่อประกอบการนำเสนอ  ในการนำเสนอเค้าโครงนักศึกษาต้องเตรียมการล่วงหน้าว่าจะต้องใช้สื่อและเครื่องมือประกอบการนำเสนออะไรบ้าง  จะจัดทำ  จัดหาสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร  ในห้องที่ใช้สำหรับการสอบมักมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาอยู่จำนวนหนึ่ง  สื่อที่นิยมใช้และถือว่าได้ผลดี  เช่น  แผ่นโปร่งใส  โปรแกรม   power  point  เป็นต้น   การนำเสนอในห้องสอบ  สถานการณ์ในห้องสอบจะประกอบด้วยคณะกรรมการ  3  -  5  คน  มีเวลาให้จำกัด  กรรมการที่ได้ศึกษาเอกสารมาแล้ว  ย่อมต้องการเวลาสำหรับซักถามมากกว่าที่จะฟังรายละเอียดจากการนำเสนอและการปรับปรุงแก้ไข  โดยทั่วไปนักศึกษาทุกคนจะได้รับการนำเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขเค้าโครงวิทยานิพนธ์ไม่มากก็น้อย  (บางกรณีอาจสอบตก  ต้องทำใหม่ไปเลย)  ถ้างานจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก  และนักศึกษาแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคิดไว้มีเหตุผลและดีพอก็ย่อมที่จะชี้แจงและ “defend”  ได้  เพราะการรับข้อเสนอทุกอย่างไปแล้วอาจเกิดปัญหาใหม่ภายหลังได้  เมื่อเสร็จสิ้นการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์แล้ว  นักศึกษาต้องรีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร้วและดำเนินการจัดส่งทันเวลาที่กำหนด

การเรียนรู้จากคำถาม

และคำถามสำหรับคุณ  ซึ่งต้องตอบให้ได้

                ®   Why  do  you  want  to  do  this  research  ?   (ทำไมคุณจึงต้องการทำวิจัยเรื่องนี้?)

                ®   How  did  you  pick  this  topic  ?   (คุณได้หัวข้อนี้มาอย่างไร?)

                ®  How  are  you  doing  with  your  literature  search  ?   (คุณจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับวรรณคดีที่เกี่ยวข้อง?)

                ®  What  are  you  hunches  about  what  your  findings  may  reveal  ?   (คุณจะจัดการอะไรบ้างกับข้อค้นพบที่อาจจะเกิดขึ้นได้?)

                ®   What  are  you  reason  for  choosing  this  strategy  ?   (เหตุผลที่คุณเลือกกลยุทธ์นี้คืออะไร?)

                ®   How  is  your  study  likely  to  contribute  to  out  knowledge  ?   (การศึกษาของคุณจะก่อให้เกิดความรู้ของเราได้อย่างไร?)

                ®   what  other  procedures  might  you  conside  ?   (วิธีการปฏิบัติงานอื่น ๆ  ที่คุณจะพิจารณาใช้คืออะไร?)

                ®   what  are  the  competing  theories  which  are  being  addressed  in  your  study  ?   (อะไรคือการให้ทฤษฎีมีความสมบูรณ์ซึ่งจะนำมาศึกษาของคุณ?)

                ®   What  is  the  basic  argument  which  are  addressing  in  your  study  ?  How  well  are  you  addressing  this  is  sue  ?   (อะไรคือเหตุผลเบื้องต้นในการตั้งหัวข้อวิจัยของคุณ  และคุณตั้งหัวข้อนี้ได้ดีเพียงใด?)

                ®   What  are  going  to  do  next  and  why  ?   (ต่อนี้ไปคุณจะทำอะไร  และทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น?)

                ®   What  problem  are  you  finding  ?  How  are  you  handing  them  ?   (ปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่คืออะไร  คุณจะดำเนินการกับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร?)

                ®   What  criteria  will  you  use  in  selecting  your  sample  ? (คุณจะใช้เกณฑ์ใดในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง?)

                ®   What  theories (implicitly  or explicitly) are contributing to the  desing  of  your  study  ?   (ทฤษฏีอะไร  (ทั้งโดยนัย  และที่ปรากฏชัด)  ที่ทำให้เกิดแบบวิธีที่คุณศึกษา?)

                ®   Can  you  document  the  history  evolution  of  theory  ? (คุณศึกษาเอกสาร และข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ได้หรือไม่?)

                ®   What  confidence  do  you  have  that  your  analysis  is comprehensive  ?   (คุณมั่นใจหรือว่าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฏีนี้ได้หรือไม่?)

                ®   What  confidence  do  you  have  that  you  analysis  is  comprehensive  ?   (คุณมั่นใจหรือว่าการวิเคราะห์ข้อมูลที่คุณใช้นั้นมีความครอบคลุมแล้ว?)

                ®   How  will  the  finding  of  your  study  influence our  knowledge and / or practice  ?   (ข้อค้นพบที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะมีอิทธิพลต่อความรู้  และ  /  หรือการปฏิบัติอย่างไร?)

 

 

********************

 

เอกสารอ้างอิง

                มานี  ไชยธีรานุวัฒศิริ.  กลยุทธในการทำวิทยานิพนธ์ให้สำเร็จ  คณะสังคมศาสตร์และมุนษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล  สำนักพิมพ์สมาธรรม  กรุงเทพฯ  ;  2541

                Brauac  R.S. (2000).  Writing  your  doctoral  Dissertation :  Invisble  Rules  for  Success.  Falmer  Press,  London  and  New  York.